Namthip x งานวิจัยมะเร็ง ตอนที่ 5
Ep นี้ เราจะมาเล่าถึงช่วงชีวิตที่
เทเรื่องมะรง มะเร็งทิ้งไปเลยครัช
อ้าววว เฮ้ยยย น้ำทิพย์มีช่วงชีวิตนั้นด้วยเหรอ
มีครัชชช ฟินด้วย แต่มาลำบากตอนจะเรียนต่อ
เรื่องเป็นมาไง ทำไมเท มาฟังกัน
.
เท้าความตอนที่แล้วๆมาตั้งแต่ ม.ต้น
ที่ค้นหาว่าตัวเองชอบมะเร็งแบบไหน
จนมาเจอทิศทางงานวิจัยมะเร็ง
แล้วได้ตะลอนทัวร์แลปนู้นนี่
.
เรื่องความเทนี้เกิดขึ้นตอน ป ตรี ช่วงปี 3-6
ตอนนั้นดีดเต็มที่ ชอบวิจัยขึ้นสมอง
รุ่นพี่มักสปอยกันมาว่าไปติดต่อ
อ คนนี้ในคณะสิ อ ชอบทำวิจัย
ทำงานวิจัยเกี่ยวกับมะเร็งด้วย
ก็เริ่มไปวอแว อ ฉ่อย ในคาบเรียน
ซึ่งก็คือตอนปี 3 นั่นเอง
.
จำได้เลยว่าชีวิตของการเรียนแลปวิชา pharm analysis
จุดมุ่งหมายคือการตั้งวงเม้ากับจารย์ฉ่อย
หลังปั่นแลปเสร็จ แต่ชาวบ้านยังทำไม่เสร็จ
เราก็เม้าสิครัช โต๊ะแลปหลังห้องเลย รอไร 555+
จำเรื่องที่เม้าไม่ได้ จำได้คือมันสนุก 555
แล้วถ้าเป็นเรื่องวิจัยนะ อ จะอินมาก
พอ อ อินจะขยับเก้าอี้เข้ามาในวงมากขึ้นเรื่อยๆ
.
ไปๆมาๆเลยเกิดโครงการ mini project ขึ้น
ในปิดเทอมที่เป็นรอยต่ออาเซียน
โปรเจคที่ทำคือวุ่นวายกับยาไวอากร้า
และเครื่อง HPLC สนุกสนานแทบจะกางเต็นท์นอนแลป
สามสี่ทุ่มเครื่องกรีดร้อง guard column ตันโทรตาม อ
บันเทิงแท้
.
พอปี 5 เป็นโปรเจคจบก็ยังเกาะอาจารย์ต่อ
ตอนนั้นกลุ่มแลปอีกกลุ่มที่ อ เป็น co-advisor
ก็ได้ทำงานเกี่ยวกับมะเร็งนะ
ส่วนของกลุ่มเราเป็นแนวโรคติดเชื้อไปเลย
แต่ก็ไม่ได้อะไร เฉยๆ แฮะ
แนวว่าจารย์จะให้ทำโปรเจคอะไรก็อันนั้นหล่ะ
จ๊าดดดไป โลดดดดด
.
ช่วงทำโปรเจคเป็นช่วงที่สนุกมาก
ทิ้งความมะเร็งไปเลย 5555
กลายร่างเป็นปลิงเกาะแข้ง advisor แทน กิกิ
แล้วก็สิงแลป หมายิก(ไล่)ที่ตึกแลป
กลัวผีหลอก ปริ้นใบขอเข้าแลปนอกเวลามาเป็นปึกๆให้ อ เซ็นต์ไว้แล้วค่อยมาใส่วันที่กันเอง
เจอพี่ยามมาเปิดประตูแบบหน้าเซ็งๆ คงนึกว่าไอเด็กพวกนี้จะเข้าแลปค่ำๆอีกละ
.
เป็นช่วงเวลาที่ค่อยๆซึมซับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ทีละเล็ก ทีละน้อย วิธีคิดเอยอะไรเอย
มันคือกระบวนการหล่อหลอมชั้นเลิศ
ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของอาจารย์แต่ละคนละมั้ง
ซึ่งบรรยายไม่ได้เลยว่ามันคือยังไง
เพราะงี้มั้งถึงได้มีคำศัพท์ scientific lineage
รู้ตัวอีกทีก็ชอบวิทยาศาสตร์ไปแล้ว
วิทย์ที่เป็นอะไรก็ได้ด้วยหน่ะสิ
.
คือมันไม่ได้มีอะไรผิดเลยที่เราจะเปิดใจกว้างๆ แล้วตามหาว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ต้องยึดติดกับมะเร็งก็ได้
.
ตอนนั้นเริ่มคุยเรื่องเรียนต่อ ว่า ป ตรีน่าจะไม่พอ
อ แนะนำให้เตรียมตัวหลายอย่าง อ บอกอะไรก็ทำ เช่นทำเกรดให้ดีๆ ได้เกียรตินิยมยิ่งดี
ก็ปั่นเกรดจนถึงเกียรตินิยม
.
มาถึงปี 6 ที่ชาวบ้านเตรียมสอบใบประกอบเภสัช
ส่วนเรา…วุ่นวายกับตัวเอง
จะสมัครใช้ทุนเภสัชดีมั้ย มีตำแหน่งแนวๆ resident ด้วย
หรือจะเรียนต่อดี จะเรียนโท หรือโทควบเอกก็ไม่รู้
เรียนที่ไหนก็ไม่รู้ เรียนเรื่องอะไรยังไม่รู้เลย
.
Pharmacokinetics ก็ชอบ
แนวๆออกแบบโรงงานยาก็ชอบ
เทรน Immuno ก็มาแรง
Bioinformatics ก็น่าสนใจ
Pharmacogenetics ก็ว๊าวมาก
Precision medicine ที่เล็งมานานก็บูมละ
.
เป็นปีฝึกงานที่ไปตามงานอีเว้นท์ทุนต่างๆ
ไปปรึกษา อ และพี่ๆ ตามแลปที่เคยไปฝึก
และอ่าน Review article มากกว่าหนังสืออีกมั้ง
.
สุดท้ายก็สรุปกับตัวเองว่า
เรียนในไทยก็เฟี้ยวได้
เลือกแนววิจัยใช่ที่สุด(คิดนานมากกก)
และเกี่ยวกับมะเร็งเพราะแรงผลักดันนั้นสำคัญไม่น้อยเลย
ทำวิจัยจนเฉาตายขึ้นมา เหลือแต่แรงผลักดันนะเอาจริง
.
และนั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นของ
ป.เอก แบบโทควบเอก
โดยแว๊บไปทำงานเก็บตังค์ปีนึงแล้วค่อยมาสมัครเรียน
.
มาถึงตอนนี้ก็ขอบคุณเมทแลป
และอาจารย์ที่ปรึกษา อ อภิชาต อธิไภริน
ภาพนี้เป็นภาพระดับตำนานกับเครื่อง HPLC
เสียดายตอนรับปริญญา ไม่ได้ถ่ายรูปกับ อ เลย
มัวแต่หลบดงดอกไม้ ><
.
ตอนอื่นๆ ของการบุกดงวิจัยที่เคยเขียนไว้
- ตอนที่ 0: สะเปะสะปะกว่าจะมาถึงเส้นทางวิจัย
- ตอนที่ 1: ค่ายไม่เล็กที่มีแต่ผู้ใหญ่ใจดีปูทางเด็กบ้านนอกสู่เส้นทางวิจัย
- ตอนที่ 2: ตรึงใจเด็ก ม.ปลาย เปิดโลกวิจัยที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
- ตอนที่ 3: ตะลุยดงวิจัย ทำไมวิจัยมีมะเร็งมีหลายแบบจัง
- ตอนที่ 4: รู้จักมะเร็งแบบเหนือชั้น เหนือพันธุกรรมคืออะไร
- ตอนที่ 5: เมื่อฉันรักวิทยาศาสตร์ อย่างที่ไม่สนมะรงมะเร็งอะไรทั้งนั้น
- ตอนที่ 6: ปริญญาเอก วิชาหนังชีวิต Scientific Lineage และผู้ช่วยชีวิตอย่าง Mentor
.
#NamthipPhDstory
#NamthipCancerResearchJourney
#NoCancer #NoCancerTH
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น