ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Namthip x งานวิจัยมะเร็ง ตอนที่ 1

 Namthip x งานวิจัยมะเร็ง ตอนที่ 1

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

อยากบันทึกเรื่องราววิทยาศาสตร์ตอนวัยเด็กไว้สักหน่อย
เป็นเรื่องราวที่อยากบันทึกไว้อ่านเอง
ที่จริงควรจะเขียนตั้งแต่เหตุการณ์จบลงใหม่ๆ
เพราะความรู้สึกจะยังคงสดใหม่ ภาษาก็อาจจะยังขำๆ
กลับมาอ่านก็คงจะอมยิ้มไปอีกแบบ
แต่บันทึกตอนนี้ก็ไม่สาย เพราะไม่รู้ว่าต่อไปวิทยาศาสตร์และงานวิจัย
จะยังสดใสน่าตื่นเต้นเหมือนที่คิดตอนเด็กมั้ย งั้นรีบเขียนเลยแล้วกัน
.
บันทึกนี้คือบันทึกความรู้สึกที่อยู่ในใจ
ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน
บางส่วนอาจจะเกี่ยวข้องกับการเมืองยุคปัจจุบัน
แต่ถ้าเสพด้วยใจที่เป็นกลาง เป็นเหตุเป็นผล
เข้าใจบริบทของสังคม เวลา
และเข้าใจว่าทั้งหมดคือเรื่องราววิทยาศาสตร์ไม่ใช่การเมือง
เรื่องเล่าทั้งหมดจะไม่ชวนให้ตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใด
ขอใช้ภาษาตามประสาเด็กๆ เมื่อสิบกว่าปีก่อนหล่ะกัน
.
ชอบวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก แต่เรียนไม่ค่อยเก่งหรอก
ชอบเล่นมากกว่า ทำของเล่นกับพ่อ
หรือวุ่นวายกับสีดอกไม้หลังบ้านที่เอามาเล่นกับกรดเบส
.
จนหลังจากที่ยายเสียชีวิตเพราะมะเร็ง
ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าทำไมหมอช่วยยายไม่ได้
ก็คิดนะว่าการแพทย์เป็นทางหนึ่ง แต่อาจจะมีทางที่ดีกว่า
เขียนๆไปน้ำตาไหลเฉย ><
พร้อมๆ กันนั้นเห็นข่าวพระราชสำนักของเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์
ก่อนจะดูหนัง ก็ต้องดูข่าวพระราชสำนักก่อนทุกวัน
ก็นั่งลุ้นพร้อมสมุดจดว่าจะมีข่าวเจ้าฟ้าหญิงมั้ย
บางทีก๋ง อาม่าก็จะตะโกนเรียกให้มาดู
.
คือข่าวพระราชสำนักที่เล่าว่า
เจ้าฟ้าหญิงทำอะไรเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในแต่ละวัน
จะถูกเล่าแบบเข้าใจง่าย ภาษาง่ายๆ
เด็กมัธยมตอนนั้นก็พอจะเข้าใจบ้าง
เจ้าฟ้าหญิงเป็น idol เลยหล่ะ
.
แต่ก็ได้แต่นั่งดูข่าวไป
โดยที่ไม่รู้จะเข้าใกล้งานวิจัยมะเร็งให้มากกว่านี้ได้ยังไง
งานวิจัยหรือพวกโครงงานต่างกันยังไงยังไม่รู้เลย
.
กระทั่งมีค่าย Thai Science Camp ครั้งที่ 2 เปิดรับสมัคร
(เรื่องเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปี 2010 นานจัง ><)
คัดโดยเรียงความไม่ถึงหน้ากระดาษ A4
คุ้นๆว่าตอนนี้คัดยากกว่าตอนนั้นมาก
จัดที่ กทม. และมีค่าเดินทางให้
แต่ตรงกับช่วงสอบของโรงเรียนพอดิบพอดี
เพื่อนๆเลยไม่มีใครสมัครไปเลย
ส่วนเรามีพ่อเกรียน พอได้รับคัดเลือกก็ไปบอกพ่อ
ตอนนั้นคิดว่าจะไม่ไปแล้ว เพราะขาดสอบดูเป็นเรื่องใหญ่จัง
พ่อบอกว่านี่ลูกจะได้ไปค่ายของประเทศ
ไปขอครูเลื่อนสอบเลย เกรียนจริงอะไรจริง
.
ตอนไปตื่นเต้นมาก ไม่เคยไป กทม.
แม่ก็เลยไปส่ง ซึ่งก็ Taxi ยาวๆไป 555+
มาถึงแบบโหหห ตึกลูกเต๋าที่ข้างในมีลูกแก้วให้จับแล้วจะหัวฟูๆ
คือเห็นในทีวี ที่นั้นคือ อพวช.
ทั้งค่ายเจอเพื่อนคนใต้แค่คนเดียว
คือก็พูดภาษากลางนะ แต่คงทองแดงหนักมาก
เพื่อนๆทำหน้างง แต่พี่ staff ที่เป็นคนใต้นี่ขำตลอด เกิดอะไรขึ้นเนี่ย =..=
.
มีอาจารย์เยอะแยะมากมายมาบรรยาย
ตื่นเต้นไปบ้าง งงไปบ้าง บางอย่างก็แบบ
เฮ้ยยย มีแบบนี้ด้วยเหรอ
.
จำได้ว่าตอนนั้น อ.นำชัย เอารูปเซลล์มะเร็งขึ้นมา
แล้วถามว่าอันนี้รูปอะไร ขณะที่ทั้งห้องเงียบกริบ
เราตอบขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น หัวใจนี่เต้นแทบจะหลุดออกมาจากอก
เพราะอ่านเรื่องมะเร็งแบบงูๆปลาๆจากใน internet มาพอดู
เห็นรูปก็เลยจำได้แบบ ไม่ต้องเดาจากลักษณะอะไรทั้งนั้น
.
อ.พิมพ์ใจ ที่พรีเซนอะไรสักอย่างเรืองแสงที่เจอ
เพราะปลาที่ทิ้งไว้ในตู้ ตอนนั้นเลยรู้ว่า อ เป็นคนใต้ด้วย
อ.ที่บรรยายเรื่องคณิตศาสตร์ที่สุดแสนน่าเบื่อในห้องเรียน
ว่ามันเอามาเชื่อกับชีววิทยาได้อย่างน่าทึ่ง
อ.ยอดหทัย ที่เล่าเรื่องสีสวยๆ
จากดอกไม้และหมวกของราชวงศ์อียิปต์
จนลืมไปเลยว่าสีก็สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์
.
แล้วก็มีบรรยายโดย อ.ชิษณุสรร
อาจารย์บอกว่า อ ทำงานเกี่ยวกับโปรตีน
ตอน อ เริ่มพูดก็ยังงงๆว่าทำไมเรื่องโปรตีนถึงได้ดูใหญ่โตขนาดนั้น
พาลคิดถึงโปรตีนเมื่อตอน ม.4 (ตอนไปค่ายคือ ม.5)
ก็นึกได้แค่ว่าโปรตีนมีโครงสร้าง 3 มิติ เป็นส่วนประกอบของเซลล์
แล้วก็นึกถึงหมู ไก่ ปลา ถั่ว แล้วก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี
ว่าแล้วโปรตีนจะมีอะไรมากไปกว่านี้อีกเหรอ
จนถึงตอนนี้ก็รู้แล้วว่าโปรตีนนี่แหละซุปเปอร์ไซย่าสำคัญ
อาจจะเอาไว้เขียนไว้ที่ NO Cancer: เพราะวิจัยมะเร็งนั้นลึกซึ้ง เร็วๆนี้
.
นอกจากเรื่องโปรตีนยังจำนู้นนี่นั้นที่ อ เล่าได้เยอะมาก
แต่จุดสำคัญที่พลิกชีวิตคือ สไลด์ที่ 2 (ถ้าไม่ตื่นเต้นจนจำผิดอ่ะนะ)
มันคือสไลด์ที่อาจารย์แนะนำตัวว่าทำงานที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
ใจนี่เต้นตุบๆ เลยตื่นเต้นนนนนนนนนน แต่ก็กลัวด้วย
.
กลัวที่ว่าก็เพราะอาจารย์ดูเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่มาก
ดูจากที่อาจารย์คนอื่นๆ ที่มาบรรยายต้องนอบน้อม
นอกจากนี้ อ ยังเป็น ศาสตราจารย์
สำหรับเด็กบ้านนอกนี่แค่ ดร. ก็กล้าๆกลัวๆแล้ว
แค่นั้นยังไม่พอยังมียศ หม่อมราชวงศ์อยู่ด้านหน้าอีก
.
เอาจริงๆ เลยคือไม่กล้าเข้าไปหา อ
ค่ายนี่มี 3 วัน คือทำใจตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย
แอบมองหาอาจารย์ทุกวันนะ แต่ไม่กล้าอ่ะ ไม่กล้า ><
.
จนกระทั่งวันสุดท้าย วันมอบเกียรติบัตร
อาจารย์ต้องมาแน่ๆ ตื่นเต้นกว่าเดิมไปอีก ><
เพราะยังคงไม่กล้าอยู่ดี
ระหว่างรอรับเกียรติบัตร ก็อธิฐานในใจ
ถ้าได้รับเกียรติบัตรจากอาจารย์จะเข้าไปคุย ถ้าไม่ได้เดี๋ยวทำใจอีกที
.
วันนั้นมี อ ยืนมอบเกียรติบัตร 3 คน
ถ้าจะให้อธิฐานเป็นจริง
ต้องนับเพื่อนว่ามันจะลง 3 ที่ใครแล้วขอสลับ
แต่เดี๋ยวๆ ไม่ได้ๆ เดี๋ยวไม่ศักดิ์สิทธิ์
มาคิดตอนนี้ทำไมตอนเด็กเราถึงได้เป็นขนาดนี้นะ 5555
.
สุดท้ายเพื่อนมันยืนกันไม่นิ่งเลย นับไม่ถูก
ไม่สลับแล้วกัน ดวงๆล้วนๆ
พอใกล้ถึงก็แบบนับหล่ะ ไม่ได้รับกับอาจารย์แน่ๆ
.
แต่เรื่องพลิกจ้า ตอนเค้าเรียกขึ้นไปเนี่ย
พี่เค้าจะเรียกชื่อ แล้วเซ็ตนั้น
มีเพื่อนคนนึงกลับบ้านไปแล้ว
เพรางั้นที่ควรจะเป็นคือคนหลังก็ร่นไปก่อน
ให้ถ่ายรูปครบ แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นหน่ะสิ
เพื่อนคนนึงไม่ยอมเลื่อน พี่เค้าเรียกก็ไม่เลื่อน
รอบนั้นเลยมีรูปถ่ายแบบที่ อ ยืนว่างอยู่ 1 คน
.
แล้วพอรันต่อไปปรากฏว่าเราก็เลยได้รับเกียรติบัตร
กับ อ ชิษณุสรร ตามที่อธิฐานไว้
.
ก็ทำใจกับคิดอยู่พักนึง
ว่าจะเข้าไปหาอาจารย์ยังไงนะ
คืออาจารย์เป็นหม่อมราชวงศ์ด้วย
.
ถึงจุดนี้ต้องจินตนาการในบริบทเด็กบ้านนอก
ที่เคยระบายสีธงชาติอย่างตั้งอกตั้งใจ
แล้วนั่งริมถนนรอรับเสด็จพระเทพด้วย ><
.
สุดท้ายคือเดินเข่าพร้อมสมุดบันทึกเข้าไปหาอาจารย์จ้า
>< เขิน
คือตอนนั้นอาจารย์ยืนอยู่
อาจารย์ก็ใจดีมาก
อ บอกว่า “ยืนขึ้นเถอะ อาจารย์ปวดหลัง”
มัวแต่ตื่นเต้น ก็จำไม่ได้แล้วว่าสุดท้ายยืนหรือเปล่า
.
เราบอก อ ว่าสนใจงานวิจัยมะเร็ง
และเห็นว่าอาจารย์ทำงานที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
อาจารย์ก็ถามว่ารู้ได้ยังไง เลยบอกไปว่าเห็นจากสไลด์ของอาจารย์
แล้วอาจารย์ให้ e-mail มา ซึ่งเราในตอนนั้นก็ส่งเมลล์ไม่ค่อยจะเป็น
และอาจารย์ยังบอกอีกว่า เขียนมาเป็นภาษาไทยได้
แต่อาจารย์จะตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษนะ
.
นี่หล่ะจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของ
น้ำทิพย์และงานวิจัยมะเร็ง
และนับเเต่เวลานั้น
โอกาสที่ได้มาก็เสมือนสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตไปเลย
.
รอตอนต่อไปก็ยังคงมีเรื่องราวที่นึกย้อนไป
ก็ชวนให้อมยิ้มในความเด็กๆของตัวเอง
ปล.รูปนี้ตอนเรียน ป ตรี เพราะตอนไปค่ายไม่มีรูปเก็บไว้เลย
.
ตอนอื่นๆ ของการบุกดงวิจัยที่เคยเขียนไว้
- ตอนที่ 0:  สะเปะสะปะกว่าจะมาถึงเส้นทางวิจัย
- ตอนที่ 1: ค่ายไม่เล็กที่มีแต่ผู้ใหญ่ใจดีปูทางเด็กบ้านนอกสู่เส้นทางวิจัย
- ตอนที่ 2: ตรึงใจเด็ก ม.ปลาย เปิดโลกวิจัยที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
- ตอนที่ 3: ตะลุยดงวิจัย ทำไมวิจัยมีมะเร็งมีหลายแบบจัง
- ตอนที่ 4: รู้จักมะเร็งแบบเหนือชั้น เหนือพันธุกรรมคืออะไร
- ตอนที่ 5: เมื่อฉันรักวิทยาศาสตร์ อย่างที่ไม่สนมะรงมะเร็งอะไรทั้งนั้น
- ตอนที่ 6: ปริญญาเอก วิชาหนังชีวิต Scientific Lineage และผู้ช่วยชีวิตอย่าง Mentor
.
#NamthipPhDstory
#NamthipCancerResearchJourney
#NoCancer #NoCancerTH 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Namthip x งานวิจัยมะเร็ง ตอนที่ 0

  Namthip x งานวิจัยมะเร็ง ตอนที่ 0 จากโพสก่อนที่เล่าถึงเส้นทางการวิจัยมะเร็ง ที่เริ่มเรื่องมาตั้งแต่ ม.5 - ป.เอก ตอนที่ 0 นี้คือเรื่องความสะเปะสะปะ กว่าจะมาถึงเส้นทางวิจัยและวิทยาศาสตร์ . เรื่องมันเริ่มมาจากโจทย์แค่ว่า ทำไมยายถึงต้องตายเพราะมะเร็ง ทำไมหมอช่วยยายไม่ได้ ถ้ามีทางดีดีที่ยายไม่ตาย เราก็คงไม่ต้องมานั่งร้องอยู่อย่างนี้ นั่นหล่ะความคิดเด็ก ม.2 . ตอนนั้นก็กวาดทุกอย่างที่ขวางหน้า หรือต้องเป็นหมอศัลย์นะ? หรือว่าต้องโภชนาการต้านมะเร็ง? หรือว่าต้องแบบหมอสมหมาย ทองประเสริฐ? สิงซีเอ็ดบุ๊คสุดๆ อ่านฟรีบ้าง ซื้อบ้าง (มัน 18 ปีก่อน เน็ตยังไม่แพร่หลาย 555) . พ่อกับแม่ก็พยายามสนับสนุนนะ คือเค้าจะเป็นสายแบบเป็นแบ็ค จะไม่ชี้นำ แต่ถ้าดีดจะไปทางไหน จะช่วยดัน มันหรือถีบนะไม่แน่ใจ . ช่วง ม.2 แม่ก็พาไปเจอรุ่นพี่ที่ทำงานเก่าของแม่ คุณลุง ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ที่มาบรรยายเกี่ยวกับงานวิจัยอะไรสักอย่าง จำได้เลยว่าใส่ชุดยุวกาชาด ไปนั่งฟังบรรยายซึ่งก็น่าจะไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย แล้วก็ไปทานข้าวต่อกับวิทยากร ตอนนี้จำอะไรไม่ได้เลยว่าคุยอะไร จำได้อย่างเดียวคือ งานวิจัยนี่ดูเป็นอะไรที่เป็นเห...

Namthip x งานวิจัยมะเร็ง ตอนที่ 6

 Namthip x งานวิจัยมะเร็ง ตอนที่ 6 ตอนนี้ที่รอคอยยยย ว่าด้วยเรื่องราวตอนเรียนปริญญาเอก Scientific Lineage และ Mentor . จากเรื่องราวตอนก่อนๆ ตั้งแต่ ม.ต้น จนปี 6 ป ตรี เภสัช ที่ชีวิตว้าวุ่น กับการหาแลปเรียนต่อมากกว่าสอบใบประกอบวิชาชีพ . การเรียนต่อคือการเบี่ยงเข็มไปในทางที่ยิ่งแคบ ยิ่งเฉพาะทาง และแน่นอนเส้นทางอาชีพที่แคบลงไปอีก นี่ทำให้คิดหนักมากว่าเรียนอะไร ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ชอบวิจัยแบบไหนของมะเร็ง เพราะวิจัยมะเร็งนั้นกว้างมากกกกกกกกก . ถึงตรงนี้ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านๆที่ให้โอกาสได้ค้นหาตัวเองว่าชอบวิจัยมะเร็งแบบไหนนะคะ . ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง เลยตัดสินใจเรียนปริญญาเอก สาขาเภสัชวิทยา ที่ศิริราช (มันคือ โทควบเอก ถ้าจบ ป ตรีด้วยเกียรตินิยม จะสมัครเรียนแบบนี้ได้เลยไม่ต้องผ่านโท) ซึ่งการเข้าเรียนแบบนี้ก็ถูกนับเป็นนักเรียน ป เอก แต่วิชาเรียนเยอะกว่า . การเรียน ป เอก นั้น จุดสำคัญคือทำวิจัยล้วนๆ แทบไม่มีอะไรผสม เอาหล่ะวะ สมใจอยาก 55555 อยากร่ำไปด้วยทำแลปไปด้วย สภาพพพพ . คือวิจัยนี่ไม่ได้เหมือนแลปที่เราทำตอนเรียนมัธยม ที่ใสๆกุ๊งกิ๊ง เพราะเป็นการทดสอบกฏหรือทฤษฎี ที่คนทั้งโลกทำมาเป็นล้า...